อิ๋ม เขียนถึงป่านาคำหอม

ฉันค้นพบว่าการนิยามหรือให้ความหมาย “ป่านาคำหอม” ของฉันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความรู้สึกนึกคิดค่อยๆ ปรับเปลี่ยน จากคนแปลกหน้า เข้ามาใช้ประโยชน์ ทดลองเรียนรู้ด้านการพึ่งตนเอง ใช้เป็นที่ชุมนุมของเพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์ ต่อมาก็รู้สึกว่า ป่านาคำหอมกลายเป็นบ้าน ที่เรียน และที่ทำงานของฉัน จนกระทั่งปีสองปีมานี้ความเข้าใจใหม่เกิดขึ้นอีกครั้ง “ป่านาคำหอม” เป็นบ้านชั่วคราว บ้านที่ไม่ใช่แค่ฉันคนเดียวที่อาศัยพึ่งพิง มีอีกกี่ชีวิต กี่สิ่งก็ไม่รู้ที่อยู่ตรงนี้ซึ่งต่างก็ทำหน้าที่ตามสัญชาตญาณหรือคุณสมบัติของตัวเอง ที่นี่เป็นที่เรียนชั่วคราว ซึ่งใครจะได้เรียนอะไรก็คงขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะตน ทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาที่นี่หรือแม้กระทั่ง “สิ่งที่เรียกรวมว่าที่นี่” เอง ก็ชั่วคราวเหมือนกัน 

จริงอยู่ การมาอยู่ตรงนี้ “สั้น” หรือ “ยาว” เป็นเพียงความรู้สึก แต่การคาดคะเนระยะเวลาในการอยู่ก็สำคัญ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าชีวิตจะดำเนินไปถึงเมื่อไหร่ สิ่งที่พอจะทำได้ก็คือตระเตรียม จัดการสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสมแก่การใช้ชีวิต มีการกำหนดทิศทาง แกน ขอบเขตของสิ่งที่จะทำ หรือมีกรอบเพื่อที่จะรู้ว่า สิ่งใดอนุญาตให้เกิดขึ้นที่นี่ได้ และสิ่งใดอาจเป็นพิษเป็นภัยหรือเบียดเบียนที่นี่ การชั่งน้ำหนัก การตัดสินใจเลือกที่จะทำหรือไม่ทำอะไรเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เรารู้สึกว่าที่นี่มีความเป็นของส่วนรวม เป็นส่วนกลางที่ถ้าได้รับการดูแลดีก็จะเป็นประโยชน์ต่อหลายชีวิต ชีวิตที่ต่างก็ดิ้นรนกันอยู่

สำหรับฉันที่อยู่ประจำตรงนี้มากหน่อย ณ วันนี้ก็พอจะบันทึกความคิดความรู้สึกไว้ได้ประมาณนี้ การได้ทบทวนความรู้สึกนึกคิดเป็นครั้งเป็นคราวนี่ก็เหมือนได้จัดระเบียบข้างในตัวเองสักทีนึง เหมือนการจัดบ้าน จัดไปจัดมาบางทีอาจเจอของที่หลงลืมไปแล้วว่ามี

ในโอกาสที่ได้จัดการสื่อสารเกี่ยวกับ “ป่านาคำหอม” ฉันเองก็อยากรู้ว่า หลายๆ คนที่ได้มีส่วนร่วมกับที่นี่ หรือ มีความสัมพันธ์กับที่นี่ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ณ เวลาที่ใกล้เคียงกับปัจจุบันนี้ ถ้าเขาจะเลือกให้ความหมายต่อ “ป่านาคำหอม” พวกเขาจะเลือกมองไปตรงไหน ถ้านี่คือการจัดบ้าน เขาจะเลือกจัดห้องไหน เปิดลิ้นชักความรู้สึก ความทรงจำอะไร เขาพบอะไรในนั้นบ้าง

ตอนที่คิดโจทย์นี้ได้ ฉันก็รู้สึกสนุกไปเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้คนอื่นจะสนุกด้วยหรือเปล่า ขอบคุณทุกๆ ท่านที่แบ่งปันประสบการณ์ ความคิด และความรู้สึกนะคะ

รติกร ตงศิริ (อิ๋ม) ผู้ดูแลป่านาคำหอมชั่วคราว 25 มกราคม 2568

ธิรารัตน์ พุทธวงศ์ (เปเล่)

 

พอให้พูดถึงป่านาคำหอม เราคงนิยามว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับเรา เพราะให้นึกย้อนจากวันแรกที่ได้รู้จักที่นี่ ได้รู้จักพี่อิ๋ม ก็เป็นเวลา 8 ปี เวลาเหล่านั้นเต็มไปด้วยความทรงจำ ความผูกพัน การเปลี่ยนแปลง การเติบโต และการจากลา ที่เลือกใช้คำว่า “พื้นที่ปลอดภัย” เพราะนึกย้อนไปถึงช่วงสำคัญช่วงหนึ่งนั่นคือ สถานการณ์โควิดในช่วงแรก ที่ทุกคนต่างต้องปรับตัวและหาสิ่งยืดเหนี่ยวทั้งปัจจัยภายในและภายนอก มีแค่ที่นี่ “นาคำหอม” ที่เรานึกถึงในตอนนั้น และเลือกที่จะขอมาหลบภัยมาอยู่กับพี่อิ๋ม พี่เหมี่ยว เหล่าหมาๆ ที่มีบักคำโต บักกระป๋อง และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วยชาวแก๊งเด็กๆ ที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันแล้ว นั่นคือ พีไวท์ ยัยแม่หญิง และดุ๊ดดู่ ได้มีช่วงเวลากับเหล่าหมาๆ ช่วยกันเลี้ยงดูและเห็นพวกมันเติบโตไปด้วยกัน

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา การได้เฝ้ามองเห็นการเปลี่ยนแปลงและเติบโตของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ ทำให้รู้สึกว่าเราเองก็ได้เติบโต ผูกพันไปด้วยเช่นกัน สำหรับพี่อิ๋ม เรารู้สึกว่าพี่อิ๋มเก่งมากนะ การที่ต้องคอยดูแลพื้นที่ตรงนี้มันท้าทาย มันเหมือนพ่อแม่มือใหม่ที่ไม่รู้ว่าจะรับมือกับการเลี้ยงลูกคนแรกยังไง แต่พี่อิ๋มก็คอยประคบประหงม ดูแลมันอย่างดีและตั้งใจใช้ ธรรมชาติ ใช้พื้นที่เพื่อสร้างประโยชน์ต่อคนที่มาเยือน ดีใจที่พื้นที่ตรงนี้มันสำเร็จเป็นรูปเป็นร่างและได้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วยนะ

ธิรารัตน์ พุทธวงศ์ (เปเล่) 30 มกราคม 2568

อนิรุทร์ ชมภูราช (เลม่อน)

ป่านาแห่งนี้ ในมุมมองส่วนตัว จากช่างก่อสร้างเล็กๆ ที่ได้เห็นแบบแปลนครั้งแรก รู้สึกทึ่งในความคิดความอ่านของคนรุ่นใหม่ที่อยากกลับมาพัฒนาพื้นที่ของตัวเองให้ออกมาได้อย่างมีความสุข การมาทำงานที่นี่ ทีมงานเล็กๆ ของเรา ดีใจมากที่ได้ไซต์งานท่ามกลางธรรมชาติ เราทำงานกันหลายคน เพื่อความเข้าใจตรงกัน ต้องทำป้ายไม่ให้ทิ้งขยะ ไม่รุกล้ำเขตป่า ต้นไม้ทุกต้นเจ้าของพื้นที่รักมาก เราเข้าใจในจุดนี้ดี และพยายามทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แบบก่อสร้างมีการผสมผสาน ปูน ไม้ เหล็ก ได้อย่างลงตัว ดูเรียบง่ายกลมกลื่นเข้ากับป่าธรรมชาติ ทีมงานม่อนโฮมดีใจและยินดีกับครอบครัวน้องอิ๋มมากครับ ที่มีพื้นที่ป่านาคำหอม มีความสุขอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีผักสวนครัวสดๆ ปลอดสารได้ทานกันแบบไร้กังวล ฮักป่า รักษ์นา #ป่านาคำหอม

อนิรุทร์ ชมภูราช (เลม่อน) 26 มกราคม 2568

 

ปิลันธน์ ไทยสรวง (เหมี่ยว)

ป่านาคำหอม เป็นป่าผืนใหญ่ใจกลางเมือง เป็นคนชอบป่าอยู่แล้ว แล้วมาที่นี่รู้สึกสัมผัสป่าตลอดเวลา ป่านาคำหอมเป็นป่าดิบที่ยังหลงเหลืออยู่ ยังมีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้พอสมควร มีพรรณไม้ มีนิเวศที่น่ารักษาไว้ รู้สึกที่นี่เป็นที่ที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่นที่มาและผู้ที่อาศัยอยู่รอบบริเวณแถบนี้ บ้านใครมีต้นไม้ก็ถือว่าเป็นบ้านที่น่าอยู่ แต่คนที่อยู่บริเวณแถบนี้มีผืนป่าขนาดใหญ่ที่ให้ความร่มรื่นปกป้องจากฝุ่นควัน แหล่งออกซิเจนและเป็นวิวที่สวยงามที่อยู่ไม่ไกลบ้าน เรารู้สึก นึกถึงคำพูด คำว่า

“เป็นประโยชน์” ป่าไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ต้นไม้ไม่ว่าจะปลูกที่ไหน ก็ยังประโยชน์แก่คนมากมาย ไม่ใช่แค่เจ้าของป่าหรือเจ้าของต้นไม้เท่านั้น

จากที่คลุกคลีอยู่ที่ป่านาคำหอมมานาน สัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของผู้ดูแลป่านาคำหอม คือ อิ๋ม ที่ต้องการรักษาป่านี้ให้คงความเป็นธรรมชาติให้ได้มากที่สุด เห็นความพยายามเรียนรู้ พยายามเข้าใจป่าและพยายามอยู่กับธรรมชาติ พืชพรรณ แม้กระทั่งสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในป่า การเรียนรู้เรื่องธรรมชาติของอิ๋มทำให้อิ๋มเรียนรู้ที่จะเคารพต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น เคารพต่อสิ่งมีชีวิตอื่น เรียนรู้ที่จะไม่เบียดเบียน เสมือนผืนป่านาคำหอมนี้เป็นที่เรียนรู้ของอิ๋ม และสัมผัสได้ว่า อิ๋มมีเจตนาที่จะให้ผืนป่านี้เป็นที่เรียนรู้ของคนอื่นด้วย

ปิลันธน์ ไทยสรวง (เหมี่ยว) 27 มกราคม 2568

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา (บาส)

“ป่านาคำหอม” คือ สถานที่แสนวิเศษที่ชีวิตท้องถิ่นยังได้ดำรงอยู่อย่างกลมกลืนงดงาม ถ้าผู้คนถามว่าอดีตเมืองสกลนครรอบหนองหารหน้าตาเป็นแบบไหน ผมพบว่าผมนึกออกเพียงคำตอบเดียวคือ “ที่นี่เท่านั้น”

“ป่านาคำหอม” ที่ถูกถนอมอดีตเอาไว้ด้วยเจตจำนงอันแน่วแน่ของคนสกุลตงศิริ ไม่น่าเชื่อเหมือนกันว่าวันนี้ตัวมันเองกำลังเป็นอนาคต เพราะทั่วทั้งโลกประจักษ์ชัดแล้วว่าผลที่ตามมาจากระบบคุณค่าที่ผูกผันอยู่กับเงินตราผ่านการเสาะแสวงหาใช้ทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวกำลังส่งแรงกระเพื่อมบีบคั้นสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดแจ้งและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ฝุ่นฝ้าฟุ้งบดบังสีฟ้าในคำว่าท้องฟ้า ทุกรอบฤดูกาลที่เคยเป็นเพียงเรื่องน่ารำคาญใจไม่ในกี่ปีก่อน ตอนนี้กำลังทำให้จมูกของหลายคนหลั่งเลือดสีแดงแลเปลี่ยนหัวใจเป็นสีหม่นเทา มันยากเหลือทนในการดำรงอยู่ในชุมชนและธรรมชาติที่ล่มสลาย คล้ายปลาตะเพียนว่ายน้ำคลองเหม็นเน่า การฟื้นฟูธรรมชาติทั่วทุกหนแห่งจึงเป็นการกำหนดอนาคต ขอเพียงท้องฟ้าคงสีฟ้า ป่านายังเป็นอู่น้ำอู่ข้าว และหนองหารมีปลาให้จับเหลือคณาชั่วลูกชั่วหลาน ภาพเหล่านี้คล้ายจะย้อนวันวานแสนไกลเหมือนความฝันแสนหวาน แท้จริงแล้วมันเคยดำรงอยู่ในกาลเวลา ย้อนกลับไปเพียงหนึ่งในสามของอายุขัยมนุษย์

ต้นยางเหียงสามต้นใหญ่ยืนตระหง่านตรงปากทางเข้าคือประจักษ์พยานว่า การฟื้นฟูธรรมชาติไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพียงแค่มนุษย์ร่วมมือเปิดทาง ธรรมชาติก็พร้อมฟื้นฟูกลับมายังประโยชน์แก่ระบบทั้งมวล

ขณะที่กำลังเขียนอยู่นี้ ผมเดาว่าพี่อิ๋มคงอยากเห็นผมสาธยายความวิเศษของป่านาคำหอมที่ปรากฏแก่สายตาผม แน่นอนว่าผมถ่ายทอดเป็นตัวอักษรได้ไม่ยากนักเพราะมันยังแจ่มชัดในความทรงจำ อย่างความรู้สึกแรกตอนพบกล้วยไม้ป่าสกุลหวายดอกม่วงสดเหลือรอดบนคบต้นสมอพิเภกใหญ่ หรือยามงูสายม่านท้องสีฟ้าสดไล่งับกบในทุ่งหญ้า ไล่ไปถึงดงเสม็ดแดงพื้นที่ทอดตัวของเฟิร์นย่านลิเภากลุ่มใหญ่วิจิตรตระการตายามแสงเย็นลอดผ่าน ดงเอนอ้าดอกสีม่วงจรัสจ้าคู่ตาน้ำผุดธรรมชาติในพื้นที่ หรือกกแห้วทรงกระเทียมอาหารโอชะของนกกระเรียนไทยในท้องนาคู่กับแมลงปอหลากสีที่จะบินว่อนเป็นฝูงใหญ่เมื่อฝนตั้งเค้า รวมไปถึงการแสดงแสงสีเขียวนีออนวิบวับหลังพลบค่ำของหิ่งห้อย

ถึงแม้ผมจะเขียนออกมาได้อีกหลายร้อยหน้า แต่ยิ่งเขียนออกมายิ่งดูราวกับเป็นการอวดภูมิของผมผ่านชื่อพืชประหลาดๆ ที่ผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย รวมถึงผมรู้ดีว่าตัวหนังสือเหล่านี้ไม่อาจสื่อสารความรู้สึกแสนวิเศษรื่นรมย์อิ่มเอิบให้ผู้อ่านรับรู้รสชาติได้เท่ากับการมา สัมผัสป่านาคำหอมด้วยตัวเอง

ป่านาคำหอมจึงมีคุณูปการคล้ายประตูกาลเวลา นำพาผู้คนย้อนอดีตไปพบอัตลักษณ์แสนงามที่ก่อร่างสร้างชุมชนสกลนครรอบหนองหารแบบปราศจากความฝืนและพยายาม รวมถึงเป็นแหล่งสะสมภูมิปัญญาธรรมชาติให้ต่อยอดค้นหาไม่รู้จบ ส่วนหนทางสู่อนาคตนั้น แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดรู้ล่วงหน้า คล้ายกับตัวผู้ดูแลพื้นที่เองที่ตื่นขึ้นมาทุกเมื่อเชื่อวันเพื่อแสวงหาคำตอบจากความใกล้ชิด ผมสัมผัสถึงความเพียรพยายามของพี่อิ๋ม ผมเชื่อว่าการเปิดป่านาคำหอมรอบนี้คือการส่งสารเชื้อเชิญให้การผ่านไปมาของผู้คนที่เข้ามาใช้เวลาจมจ่อมทอดน่องท่ามกลางป่านา ร่วมปะทะสังสรรค์นำพามาซึ่งคำตอบที่มีค่ามอบให้แก่ตัวพี่อิ๋มเอง ให้ครอบครัวและชุมชนรอบตัวพี่อิ๋ม รวมถึงอาจหมายได้ถึงเมืองสกลนครในอนาคต ให้พบว่า คำตอบที่ว่าอยู่เบื้องหน้าในป่านาคำหอมนั่นเอง

“การเรียนรู้ชีวิตควรนำพามาซึ่งความกลมกลืนกับโลกทั้งใบ” หนังสือ transformative learning จาก ชูมัคเกอร์ คอลเลจ

ปรมินทร์ วัฒน์นครบัญชา (บาส) 28 มกราคม 2568

 

แก่นคำกล้า พิลาน้อย (ตุ๊หล่าง)

ผมรู้จักอิ๋มมานาน แต่ครั้งแรกที่ได้ไปบ้านอิ๋มเห็นจะเป็นสมัยบวชพระปี 2558 ความจริงมีความรู้สึกผูกพันกับสกลนครมานาน เริ่มจากไปทัศนศึกษาที่พระตำหนักภูพานฯ เมื่อปี 2539 ทันทีที่ลงรถแล้วเท้าเหยียบพื้นรู้สึกว่าคุ้นเคยจัง ชอบจัง ต่อมาปี 2544 ไปประชุมกับกลุ่ม NGO ที่เมืองสกลนคร ก็รู้สึกเหมือนกัน อยากมาอยู่ที่นี่จัง แต่พอกลับถึงบ้าน ชวนพ่อแม่ก็ไม่มีใครตกลง เลยพับโครงการไป ราวปี 2551-2553 จำได้ไม่ผิด น้องเก่ง คงศักดิ์ เฮียงราช มาเรียนรู้เรื่องข้าวด้วยเกือบครึ่งเดือน น้องเป็นคนสกลนคร…รู้สึกตื่นเต้นมาก เราจะมีญาติเป็นคนสกลแล้ว ไม่กี่ปีถัดมา น้องอิ๋มมาเรียนรู้เรื่องข้าวและสวนผักด้วย นางเป็นคนสกลนครอีก แม่จ้าววว ฉันจะมีญาติเป็นคนสกลอีกคนแล้ว แบบว่า สนิทกับใครก็นับเขาเป็นญาติไปหมด พอบวชปี 2558 ออกพรรษาแล้วได้เดินทางจาริกไปบ้านอิ๋มที่สกลนคร…มีความทรงจำในหัวห้าประการ

  1. อิ๋มบอกว่ากำลังทำเถียงนา อยากให้หลวงพี่ไปเยี่ยมให้หน่อยเพื่อเป็นศิริมงคล แต่พอไปถึง นี่คือเถียงนาใช่หรือไม่ เขาเรียกคฤหาสน์แล้วโยมอิ๋ม… อิ๋มบอกว่าจะทำเถียงนาแต่พ่อจัดให้ใหญ่ไปหน่อยค่ะ พ่อชอบงานปลูกสร้าง
  2. อิ๋มบอกจะทำกุฏิไว้อีกที่นึง เวลาหลวงพี่มาจะได้มีที่พัก เอ่อ…อาตมาจะสึกหลังปีใหม่นี่แหละโยม อิ๋มก็บอกว่า สึกแล้วก็นอนได้ค่ะ โอ้วว ดีจัง ไม่ได้เป็นพระก็จะมีกุฏิให้พัก
  3. ข้าวเวสสันตะระแปลงต้นงิ้วบ้าน สูงท่วมหัวจนล้ม ความเคยชิน ขาดสติ แกะข้าวสารชิมทั้งที่เลยเวลาฉันแล้ว “อุต๊ะ!” …กลับไปได้ปลงอาบัติกับหลวงพ่อพระอาจารย์ที่วัด แต่ข้าวก็หอมมาก มากกว่าเวสสันตะระที่ปลูกแถวยโส-อำนาจ
  4. บ้านพักริมหนองหาร ภาพวาดที่พ่ออิ๋มเขียนไว้ก่อนหน้านี้หลายปี มีพระสามรูปเดินบิณฑบาตรริมหนองหาร มีแสงอาทิตย์สาดส่อง ตอนนั้นที่ไปกันก็มีพระสามรูป พระโต้ง พระตุ๊ พระมอส… อะไรจะตรงกันปานนั้น พ่ออ๊อดก็บอกว่า นี่มันเดจาวูชัดๆ
  5. ร้านคำหอม นาคำหอม เราเป็น NGO เก่าผู้คุ้นเคยกับวรรณกรรมของลาวคำหอมมาก่อน ชอบอ่านมากแต่ไม่ค่อยชอบจำ พอมาเจอชื่อนี้อีกทีก็รู้สึกชอบโดยไม่มีคำใดอธิบายได้

สมัยนั้นยังไม่มีชื่อป่านาคำหอมด้วยซ้ำ แต่ตอนไปดูเถียงนาอิ๋ม เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ เลยถามว่า นี้ป่าของใคร อิ๋มตอบว่าป่าของเราเองค่ะ ดีจัง รักษาไว้นะ มันอาจสร้างรายได้ให้เราเป็นตัวเงินไม่ชัดเจน แต่จริงๆ มันมีทั้งคุณค่าและมูลค่าที่มากมายนัก “ค่ะ” อิ่มก็ว่าจะรักษาไว้

เมื่อได้ไปครั้งแรกก็ต้องได้ไปครั้งที่สอง ราวปี 2559 จำเวลาไม่ได้ ชวนพี่โต้งไปสกลนคร เถียงนาอิ๋มสร้างเสร็จแล้ว ได้นวดดูแลพ่ออิ๋ม แล้วเดินทางต่อไปบ้านเก่ง แม่และยายเก่งเลยผูกข้อมือเอาเป็นลูกชายคนโต แล้วเราก็มีญาติชาวสกลอย่างถูกต้องตามประเพณี

ในปีเดียวกันก็เลยตัดสินใจให้กลุ่ม “ชาวนาไทอีสาน” ได้รู้จักกับอิ๋ม ในเดือนตุลาปี 2559 หลังในหลวงร.9 เสด็จจากไป อยากให้ลูกศิษย์รุ่นแรกๆ ได้รู้จักกัน ตอนนั้นได้รู้จักสาวน้อยนาม “มะเหมี่ยว” นางก็พรีเซนต์ห้วยอันแสนงดงามที่บ้านนาง จนทีมงานทุกคนไม่อาจสะกดใจได้ ถูกล่อลวงให้ขึ้นไปนอนกินบรรยากาศที่บ้านนางเติ่งบนเทือกเขาภูพาน ผมรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก จากนั้นก็เกิดเป็นกลุ่ม “ข้าวผ้ายาบ้าน” เพราะมะเหมี่ยวทำเรื่องผ้าฝ้ายย้อมคราม นางมีฉายา แม่นางเชียว (เหล่งนึ่ง) แห่งเทือกเขาพานซาน

เอาเป็นว่า ป่านาคำหอมหรือนาคำหอม คือบ้านอีกหลังหนึ่งของผม เป็นเหมือนปลั๊กและสายชาร์จ ที่เมื่อได้มาแล้วมันทำให้ชีวิตมีพลัง พ่ออ๊อดเคยคุยเป็นการส่วนตัวว่า “ฝากน้องด้วยนะ” ให้ถือว่าเป็นน้องสาวจริงๆ ของตัวเอง พ่อดีใจที่อิ๋มมันมีพรรคพวกที่ดีๆ แบบนี้ อิ๋มมันเป็นคนซื่อๆ ดื้อๆ แต่พอเห็นมันมีกลุ่มเพื่อนชาวเกษตรแบบนี้ พ่อรู้สึกมีความสุขมาก ยังไงก็ฝากดูแลน้องมันด้วย…

ทุกครั้งที่มานาคำหอมจึงเหมือนกลับมาบ้านมาเยี่ยมน้องสาว เป็นที่ซึ่งอุดมไปด้วยความรักความอบอุ่น

ปล.

1. ไส้เดือนที่นี่สร้างบ้านเหมือนคอนโดเลย นี่มันความสมบูรณ์และปลอดภัยระดับพรีเมี่ยมชัดๆ

2. ท่านใดผ่านไปมา หากมีใจละเอียดอ่อน จะสัมผัสได้ถึงพลังงานอบอุ่นบางอย่างของป่านาคำหอม ที่ชวนให้สบายใจ แม้หน้าฝนจะมียุงเยอะก็ตาม แค่เดินลงไปทุ่งนา ยุงก็จะปล่อยให้คุณมีอิสระภาพของชีวิตแล้ว ยุงที่นี่มีมาตรฐานมาก แบ่งแยกพื้นที่ปฏิบัติการอย่างชัดเจน อาจจะมียุงดื้อสักตัวสองตัวที่ทนความเนื้อหอมของคุณไม่ได้ ติดตามลงไปในท้องนา คุณก็แค่เล็งดีๆ แล้วตบสักทีสองที หรือกลั้นหายใจแล้ววิ่งเร็วๆ ไปสักห้าสิบเมตร คุณก็จะไม่ถูกยุงรบกวนอีก

แก่นคำกล้า พิลาน้อย (ตุ๊หล่าง) 24 มกราคม 2568

บำเพ็ญ ไชยรักษ์ (แอ้ว)

ป่านาคำหอม

ก่อ กะบาก ยางนา ยางกราด ประดู่ ตะเคียนทอง ยืนต้นสูงตระหง่าน “ป่าดง”

เต็ง รัง แดง พยุง ตะแบก ติ้ว ใบพลิ้วเปลี่ยนสีรับลมหนาวใน “ป่าโคก”

ไผ่ป่า หว้าจ๋อย พอก ข่อย มันปลา เสม็ด สะเด็ดน้ำหลากอยู่ “ป่าทาม”

บอน ผักหนาม เอนอ้า ตาเป็ดตาไก่ และใบเพิร์นนานาชุ่มน้ำ “คำ”

ฝนชื้น สัมผัสเฉอะแฉะทั่วฝ่าเท้า ตกกล้า ดำนา ทุ่งข้าวเขียวเย็น ลมหนาวพัดปลิดใบไม้ร่วงห่มดิน รวงข้าวเหลืองทองยามแล้ง ร้อนแดดจัดจ้า ดอกไม้ป่าบานแล้ว ยอดไม้อ่อนบ้างแตกผลิเดินย่างเงียบๆ

เริ่มบทสนทนากับต้นไม้ ใบหญ้าอ่อนใน “ป่า-นา-คำ-หอม” เป็นเพื่อนโอบปลอบประโลมใจ

บำเพ็ญ ไชยรักษ์ (แอ้ว)

ความเรียง เขียนตอนฟ้ายังไม่สาง

วันที่ 23 มกราคม 2568

วิภาวี วงศ์ตาผา (นุช)

ความรู้สึกถึงป่านาคำหอม คือ ความเงียบสงบของพื้นที่ และความน่ารักและใจดีของเจ้าของบ้าน ป่านาคำหอมน่าจะเป็นพื้นที่หนึ่งที่เหมาะกับการมาพักดูใจตัวเองมากๆ ความงามของต้นไม้ใหญ่ๆ การได้เดินไปรอบๆ ได้เจริญสติแบบรู้สึกตัว มีคำนึงที่ประทับใจมากๆ ที่เดินเข้าไปก็เจอเลย

“จงมีเมตตา” คำๆ นี้เองที่ทำให้กลับมาย้อนมองตัวเอง ให้เมตตาต่อกันและต้องเมตตาตัวเองด้วย และนี่คือป่านาคำหอม ที่เป็นทั้งผู้ให้ความเมตตาและเป็นผู้รับความรักความเมตตาจากผู้มาเยือนเช่นกันค่ะ

ประทับใจมากๆ ค่ะ ขอบคุณน้องอิ๋มนะคะ

วิภาวี วงศ์ตาผา (นุช) 22 มกราคม 2568

ธวัชชัย กุณวงษ์ (เอก – เครือข่ายอินแปง)

ผมไปป่านาคำหอมครั้งแรกเมื่อไปเยี่ยมลุงอ๊อดที่เป็นคุณพ่อของอิ๋ม ท่านได้ใช้สถานที่นี้เป็นที่พักดูแลตนเองช่วงสุดท้ายของชีวิตท่าน หลังจากนั้นผมก็ได้พาคณะหมอสมุนไพรพื้นบ้านไปสำรวจต้นไม้ต่างๆ ที่อยู่ในป่านาคำหอม พบว่ามีพันธุ์พืชมากมายหลากหลายขนิด เช่น พืชสมุนไพรสำคัญอย่างเช่น รางแดง หรือ เครือเขาแกลบ เป็นสมุนไพรบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย ต้นตาใกล้ตากวาง เป็นสมุนไพรแก้พิษไข้ต่างๆ ถือว่าเป็นยาสามัญประจำตัวหมอสมุนไพรพื้นบ้าน ต้นหมากพอกเป็นต้นไม้ประจำไร่นา เพราะบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ ที่นี่มีต้นหมากพอกเยอะมาก ตรงกันข้ามกับที่อื่นๆ ต้นหมากพอกมีน้อยลง บางแห่งสูญพันธุ์ไปแล้วก็มี นับว่าที่นี่อนุรักษ์พันธุกรรมพืชหลากหลายได้เป็นอย่างดี

ข่าวคราวจากป่านาคำหอมที่เราเห็นกันบ่อยๆ คือคนหนุ่มสาวชักชวนกันมาทำนา มาลงแขกดำนาร่วมกัน มาเกี่ยวข้าว มาแลกเปลี่ยนพันธุ์ข้าว สร้างกิจกรรมสนุกสนานเรียนรู้คุณค่าการทำนา กระตุ้นเตือนโน้มน้าวให้คนหนุ่มสาวกลับมาสนใจไร่ นา สวน มากขึ้น ทำนาก็มีความสุขได้

ช่วงสองสามปีมานี้ได้พูดคุยและได้มีส่วนร่วมในการช่วยจัดการพื้นที่ที่จะมีการก่อสร้างบ้านพักหรือจะสถานที่ต่างๆ อิ๋มบอกว่าอยากจะทำสถานที่ตรงนี้ให้เป็นที่ที่คนมาพบปะพูดคุย มานั่งเขียนหนังสือรวมทั้งการทำกิจกรรมเวิร์คช็อป ทำอาหารสุขภาพ การดูแลสุขภาพกายใจ การเตรียมตัวตาย ซึ่งนับว่าสถานที่นี้มีความเหมาะสมในการจัดเสวนาเชิงลึก ซึ่งมีความจำเป็นและสำคัญในการบ่มเพาะก่อให้เกิดปัญญา ในปัจจุบัน

ธวัชชัย กุณวงษ์ (เอก – เครือข่ายอินแปง) 13 มกราคม 2568

คุณหมอสมบรูณ์-คุณหมอสุภาพร จิระวัฒนาสมกุล

นาคำหอม เป็นนาที่มีคุณค่าและให้ความหมายมากกว่านาตรงที่จิตวิญญาณของผู้สร้าง ที่สะท้อนถึงความผูกพันกับธรรมชาติอย่างแท้จริง ที่ให้คุณค่ากับป่าและนามากกว่าวัตถุ เข้ามาทีไรก็อบอุ่นหัวใจ ขอบคุณที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ

คุณหมอสมบูรณ์ จิระวัฒนาสมกุล 16 มกราคม 2568

 

ป่าคือชีวิต นาข้าวสร้างชีวิต มนุษย์ผู้สร้างสรรค์ ย่อมเสกผืนดินให้ช่วยสร้างชีวิต และเกื้อกูลชีวิต “ป่านาคำหอม” จึงเป็นศูนย์กลาง ช่วยสร้างระบบบ่มเพาะแก่โลกได้

คุณหมอสุภาพร จิระวัฒนาสมกุล 17 มกราคม 2568

คนึ่งนิตย์ ชะนะโม (อุ้ม)

ป่านาคำหอม พื้นที่ที่สงบ รื่นรมย์ ร่มเย็นไปด้วยต้นไม้ป่า

“และมีพื้นที่พาน้องหมาเดินได้อ้อมทีป” 555 อย่าขำแรง ทุกๆ ครั้งที่ได้ไปเยือนป่านาคำหอม พี่อิ๋มจะชอบพูดคุยเรื่องพื้นที่ โดยเฉพาะป่าและพาเดินลัดเลาะป่าถ้ามีโอกาส พี่อิ๋มอยู่กับพื้นที่ด้วยความนอบน้อม เราสัมผัสได้จากสิ่งที่พี่อิ๋มใส่ใจทุกรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นนา น้ำ ป่าทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในพื้นที่เป็นความอุดมสมบูรณ์ของป่านาคำหอม ที่ไปเมื่อไหร่ก็ให้พลังใจแก่เราทุกครั้ง

ขอบคุณการมีอยู่ของพื้นที่นี้ “ป่านาคำหอม”

คนึ่งนิตย์ ชะนะโม (อุ้ม) 30 มกราคม 2568

แสงเพชร บัวพรม (ลุงเพชร)

หลังจากผ่านประตูรั้ว ป่านาคำหอม เข้ามา “จะอยู่ได้ไหม จะอยู่ได้นานหรือเปล่า” คำถามในใจเมื่อเช้าวันที่ 1 พฤษภาคมของหลายปีที่ผ่านมา และคงไม่ใช่แค่ตัวเองหรอกที่ตั้งคำถามนี้ คิดว่าแม้แต่นายจ้างและหลายๆ คน ก็ตั้งคำถามนี้ เพราะเขามาเล่าให้ฟังทีหลัง หลังจากอยู่ที่นี่ผ่านมาหลายปี “เห็นวันแรก คิดว่าตาแก่คนนี้จะอยู่ได้สักกี่เดือนวะ”

แต่ก็ผ่านไปหลายปี อยู่ทีนี่ไม่อยากจะออกนอกรั้วไปไหน รู้สึกว่าภายในรั้วนี้มีหลายอย่างที่ไม่อยากให้จากไป ที่นี่มีนก มีกบ มีหนู มีคางคก จิ้งจก จิ้งหรืด ตุ๊กแก เป็นเพื่อน (มีอยู่อย่างที่ไม่อยากเป็นเพื่อนกับมันแต่มันก็พยายามที่จะมาขอเป็นประจำ นั่นคือ งู) หลายคนถามผมว่า “ไม่กลับไปเยี่ยมบ้านบ้างเหรอ” ผมตอบเขาในใจแล้วขำตัวเอง “ก็นี่แหละบ้านผม” เพราะผมกลับบ้านผมก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะคุยกับใคร รู้สึกว่าเวลามันเดินช้ามากถ้าออกไปที่อื่น อยู่นี่ เช้ามายังได้ทักทายนก คุยกับกระรอก กระแต เล่นกะแย้ มีสิ่งที่ต้องทำตลอด จึงทำให้รู้สึกว่าวันหนึ่งเวลามันผ่านไปเร็วกว่าที่บ้าน ทั้งที่หนึ่งวันก็ 24 ชั่วโมงเท่ากัน

ไม่แปลกหรอกครับ หลายคนที่นานๆ เข้ามาครั้งจะทักทายด้วยคำถามที่ว่า “อ้าวตา ยังอยู่ที่นี่เหรอ” จะให้ตอบยังไงล่ะครับ ถ้าจะให้ตอบตรงๆ ละก็อยากตอบว่า “ครับ ที่นี่ยิ่งอยู่นาน ยิ่งน่าอยู่ครับ”

แสงเพชร บัวพรม (ลุงเพชร) ทีมงานป่านาคำหอม 29 มกราคม 2568

นภัส ตุลยาพิศิษฐ์ (แน้น)

ช่วงหลังมาวัดป่าโสมพนัสบ่อยก็จะมาพักที่ป่านาคำหอม เป็นที่สัปปายะเหมาะกับการภาวนา เดินจงกรม

ปกติเรามักคิดวิตกกังวลในอนาคต มีการงานที่ต้องทำต้องคิดตลอดเวลา ความคิดฟุ้งซ่านเรื่องนู้นเรื่องนี้ ไม่เคยได้อยู่นิ่งๆ ป่านาคำหอมเป็นอีกที่ ที่สงบวิเวก แค่ได้อยู่กับธรรมชาตินิ่งๆ ก็รู้สึกผ่อนคลาย คลายจากความคิดต่างๆ ที่วุ่นวาย อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับความเงียบ อยู่กับตัวเอง ไม่ส่งจิตออกข้างนอก ทำให้เราเห็นภายในตัวเอง

นภัส ตุลยาพิศิษฐ์ (แน้น) 14 มกราคม 2568

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ

ป่านาคำหอม ที่รู้จัก นะเหรอ

มีหลายอย่างที่คิดถึงพาให้น้ำตาซึม แต่คงจะยืดยาวหากสาธยาย ก็จะเอาแบบชัดตรง ณ ปัจจุบันเนาะ

เขาคือป่ากลางเมือง เมื่อเข้ามาในพื้นที่ สภาพแวดล้อมที่ร่มรื่น พาให้สบายหูสบายตาสบายใจ ร่มไม้ใหญ่น้อยถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น เป็นความตั้งใจของ “บ่าวคำหอม” และสิ่งที่อิ๋มกำลังทำอยู่เชื่อว่าไม่ผิดความหมาย

“สัปปายะ” จึงเป็นความหมายโดยสรุป หากจะนึกถึงป่านาคำหอม

ยิปซี จันทร์เพ็งเพ็ญ 22 มกราคม 2568

เฉลิมศักดิ์ พรำนัก (ก๊อบแก๊บ)

ป่านาคำหอมในความรู้สึกของผม ผมว่าสถานที่แห่งนี้มีความพิเศษมากๆ ในแง่มุมของบรรยากาศ สำหรับที่แห่งนี้เรามักจะได้สัมผัสกับแสงสวยๆ ในยามเช้า สีเขียวๆ ของต้นไม้ใบหญ้าและอากาศดีๆ ในทุกฤดู ในแง่ของการทำอยู่ทำกินก็เหมาะแก่การเพาะปลูก ทั้งข้าวและพืชผักต่างๆ มีความหลากหลายของระบบนิเวศ ทั้งนาและป่าต่างก็เอื้อกันและกัน ในแง่มุมของสมุนไพรก็มีพืชพรรณสมุนไพรหลายๆ ชนิด แม้แต่ของที่หายากๆ ที่แห่งนี้ก็ยังมี และที่สำคัญในแง่มุมของระบบนิเวศป่า ที่แห่งนี้ถือว่า มีความพิเศษที่หาได้ยาก หากจะถอดบทเรียนเรื่องป่า ที่แห่งนี้เหมาะที่จะใช้เรียนรู้เป็นอย่างมาก เพราะเราจะได้เห็นการรุกคืบแย่งชิงพื้นที่กันระหว่างป่าดิบแล้งและป่าเบญจพรรณ หากอนาคตเราอยากจะปลูกป่าสร้างระบบนิเวศในที่แห้งแล้งที่ไหนสักที่ ให้สามารถมีน้ำใช้ได้ตลอดทั้งปีโดยให้ป่าเป็นผู้ช่วยกักเก็บน้ำไว้ ผมว่าสามารถมาถอดแบบพืชพรรณจากที่นี่เพื่อที่จะไปเป็นต้นแบบในการปลูกสร้างที่อื่นๆ ได้เป็นอย่างดี

เฉลิมศักดิ์ พรำนัก (ก๊อบแก๊บ) 25 มกราคม 2568

น้อย โอคำ (ทีมงานป่านาคำหอม)

ป่านาคำหอม ตอนแรกได้ยินชื่อ คือ “ป่า” ก็คงเหมือนๆ ป่าทั่วไป มีต้นไม้ มีสิ่งมีชีวิต ที่เราไม่ค่อยได้ใส่ใจมากเท่าไร ก็แค่ดูและฟังผ่านๆ แต่แตกต่างจากป่านาคำหอม ที่นี่พี่อิ๋มเน้นรักษาและดูแล นอกจากคำว่าป่ายังมี “ความสุข” มีการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่มีสอนในห้องเรียน ได้สังเกตสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย เช่น งู เป็นอะไร ลายแบบไหน พืชผักต่างๆ เราควรดูแลยังไง รดน้ำแบบไหน ให้ปุ๋ยเท่าไร แล้วต้องเก็บแบบไหน ตอนไหนถึงจะดีที่สุด

ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น เรียนรู้ว่าทุกคนมีทัศนคติที่แตกต่างกันออกไป และได้สังเกตตัวเองไปด้วยว่าเรารู้สึกยังไงเมื่อได้ยินได้ฟังคำพูดบางคำ คำพูดที่ดีเรารู้สึกดี มีความสุขยิ้มหน้าบาน และบางคำที่ไม่ดี จับตัวเองได้ว่าเรากำลังรู้สึกโมโหอยู่นะ แต่พอเล่าให้พี่อิ๋มฟัง พี่อิ๋มบอกว่า เราไม่รู้หรอกว่าเค้าผ่านเรื่องอะไรมา ทำหน้าที่ของเราให้ดีก็พอ ได้เรียนทำอาหารที่เราไม่เคยทำ ก็สนุกและมีความสุขไปอีกแบบ ได้เรียนทำก๋วยเตี๋ยวจากพี่เหมี่ยวด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยมั่นใจอะไรเลยเรื่องเข้าครัว

เวลาอยู่คนเดียวก็มีความสุขไปอีกแบบ ได้อยู่กับตัวเองจริงๆ ได้คุยกับตัวเองภายใน รู้สึกว่าเราโชคดีที่ยังมีลมหายใจ ได้สูดอากาศธรรมชาติเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ได้มองเห็นต้นไม้สีเขียวๆ สดชื่น ได้เล่นกับน้องหมาทั้ง 4 ตัวอย่างมีความสุข เปิดฟังหลวงตาไปด้วยทำงานไปด้วย ความสุขหมุนรอบตัวเราตลอดเวลา

ขอบคุณป่านาคำหอมห้องเรียนพิเศษค่ะ

น้อย โอคำ (ทีมงานป่านาคำหอม) 27 มกราคม 2568

พี่ตี๋ และ ใจบ้านสตูดิโอ

ถึง อิ๋ม และ เพื่อนสิ่งมีชีวิตที่ป่านาคำหอม

ก่อนอื่นต้องขอบคุณอิ๋มที่ชวนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่พิเศษแห่งนี้นะครับ และขอบคุณบาสกับเหมี่ยวด้วยเช่นกัน พี่รู้สึกว่าพื้นที่ปานาคำหอมนั้นพิเศษมากๆ 3 วัน 2 คืน ที่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อทำความเข้าใจพื้นที่และรู้จักอิ๋ม (รวมทั้งนิเวศของชีวิตอิ๋ม) แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่รู้สึกเลยว่ามันมีพลังของความเชื่อมโยงอะไรบางอย่างที่พิเศษ ซึ่งหากจะต้องเล่าให้ใครฟังต่อ หรือเพื่อบอกว่าเรารู้สึกถึงคุณค่าอะไรที่ได้จากป่านาคำหอม ทั้งจากสถานที่และผู้คน พี่รู้สึกถึง 2 อย่างนี้ครับ คือ

ป่านาคำหอมทำให้เราสงสัยใคร่รู้ว่า ป่านาคำหอม คือ อะไร ด้วยความรู้สึกแบบนี้ ก็พาเราเห็นความเชื่อมโยงและการเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ใหญ่กว่า นิเวศของป่าดิบแล้ง – ที่ราบสูงภูพาน – หนองหาร — นำโขง ได้เห็นสิ่งสวยงามสามัญเล็กๆ ที่ไม่ได้แยกส่วนจากความเป็นทั้งหมดของสายใยนิเวศ ที่ทั้งเปราะบางและเข้มแข็ง

อีกสิ่งหนึ่งที่รู้สึก คือ สถานที่แบบนี้ ถ้าเรารักษาวิถีของความสงบไว้ได้ มันมักจะชวนให้เราตั้งคำถามสำคัญกับชีวิตว่า เรา คือ ใคร และคำว่า “ใคร” ในที่นี้ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องเป็นใครที่ใหญ่โต หรือการมีตัวตนเชิงปัจเจก แต่เป็นไปเพื่อการตระหนักรู้ว่า เรานั้นมีอัตลักษณ์ มีหน้าที่บางอย่าง และเป็นส่วนใหญ่ของนิเวศของชีวิตที่ใหญ่กว่าตัวตนของเราเสมอ

การได้เดินเทรลสั้นๆ ในป่าดิบแล้งของป่านาคำหอม ได้เห็นการเกิด-ตาย เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ได้เห็นต้นไม้ป่าแปลกตาที่สวยงามอย่างที่มันเป็น มันทำให้รู้สึกอย่างนั้น ความสุขสงบแบบนี้ล่ะมั้งที่เป็นเสน่ห์ของที่นี่ และเป็นของมีค่าและหรูหราในสังคมที่ทำให้เราวุ่นวายใจ

ขออวยพรและส่งความรักและกำลังใจให้อิ๋มและสิ่งมีชีวิตที่นั่น ให้ได้ทำหน้าที่ที่สวยงามของตัวเองผ่านความงดงาม การเติบโตและร่วงโรยของชีวิต

พี่ตี๋ และ ใจบ้านสตูดิโอ

16.01.2025

อารยา เลิศมหาวงศ์ (อ้อ)

ป่านาคำหอม .. ถ้าจะให้พูดถึงป่านาคำหอม ในความรู้สึกส่วนตัวคงต้องบอกว่า “ป่านาคำหอม” ไม่ใช่เพียงแค่ชื่อเรียกของสถานที่ ไม่ใช่เพียงแค่ป่า ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่การเรียนรู้ ไม่ใช่แค่เพียงคาเฟ่ แต่ “ป่านาคำหอม” ที่นึกถึง คือ เรื่องราว เรื่องราวที่ประกอบไปด้วยผู้คน สถานที่ ที่ผนวกรวมเข้าด้วยกัน

“ป่านาคำหอม” เป็นเสมือนเพื่อน พี่ น้อง ที่ส่งผ่านความเป็นธรรมชาติ ความเรียบง่ายและความสบายใจ ตามที่ได้สัมผัสแล้ว…ป่านาคำหอม ให้ความรู้สึกแบบนั้นกับเรา

ปล. ขอบคุณพี่ๆ (พี่อิ๋ม พี่เหมี่ยว พี่อาม และพี่ๆ ทุกคนที่เคยพบปะกัน ณ ที่แห่งนี้) ที่เป็นหนึ่งในผู้คนที่ร่วมสร้างความทรงจำดีๆ ความเป็นป่านาคำหอม ตลอดทุกครั้งที่ได้ไป

อารยา เลิศมหาวงศ์ (อ้อ) 23 มกราคม 2568

ขอตั้งชื่อภาพ 2 ภาพนี้ที่เลือกมา แทนความรู้สึกที่มีต่อป่านาคำหอมค่ะ

1. A Simple Life

นึกถึงฉากจบในหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty เป็นภาพที่มีความเป็นปกติธรรมดา ที่เป็นธรรมชาติที่สุด

แด่ ผู้ที่สร้าง “ป่านาคำหอม”

2. Nature is simple

Designed with WordPress